บทบาทของผู้อาวุโสในยุค AI

..ลองคิดถึงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี AI จากมุมมองของคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ผู้อาวุโส” ในองค์กร
ก่อนอื่น ผมอยากอธิบายคำนี้สักหน่อย
ผู้อาวุโสในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่มีอายุมากกว่าเสมอไป และไม่ได้หมายถึงคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคนที่มีประสบการณ์มากกว่า มีอิทธิพลต่อวิธีคิดหรือวิธีทำงานของคนอื่น และอาจมีอำนาจบางอย่างในการกำหนดว่าอะไรควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในองค์กร
คนเหล่านี้อาจเป็นผู้บริหาร หัวหน้างาน ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่พนักงานที่อยู่กับองค์กรมานานจนกลายเป็นแหล่งอ้างอิงของคนอื่น
ผู้อาวุโสจึงไม่ใช่คำเรียกตามวัย แต่เป็นบทบาทที่มาพร้อมกับประสบการณ์และอิทธิพลต่อผู้อื่น
ผมเองเคยผ่านช่วงเวลาที่การใช้คอมพิวเตอร์เป็นทักษะของคนส่วนน้อย คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่องจึงกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า ขณะเดียวกัน พนักงานที่พิมพ์ดีดเร็ว ผิดพลาดน้อย จำเก่ง และจดเก่ง ก็เป็นคนที่องค์กรต้องการมากเช่นกัน
แต่เมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ทักษะเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความสำคัญไป
คนที่เคยทำงานเอกสารได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำทยอยเกษียณไป ส่วนพนักงานรุ่นใหม่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องมีทักษะเหมือนคนรุ่นก่อน เพราะเครื่องมือและวิธีทำงานเปลี่ยนไปแล้ว
ผมไม่ได้คิดว่าคนรุ่นเก่ามีความสามารถน้อยกว่าคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหม่เก่งกว่าคนรุ่นเก่า เพียงแต่สิ่งที่องค์กรให้คุณค่าเปลี่ยนไปตามบริบทของงาน
วันนี้เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง และครั้งนี้อาจมีผลกระทบกว้างกว่าการเปลี่ยนจากเครื่องพิมพ์ดีดมาเป็นคอมพิวเตอร์
AI กำลังทำให้สิ่งที่เคยต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เฉพาะทาง กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทดลองทำได้ด้วยตัวเอง บางงานที่เคยต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเวลานาน อาจทำได้ภายในเวลาไม่นานด้วยเครื่องมือใหม่
ผมคิดว่าคนที่อยู่ในองค์กรช่วงเวลานี้อาจมีกรอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันมาก
คนรุ่นหนึ่งเติบโตมากับโลกที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องยาก การจดจำและการสะสมความรู้เป็นสิ่งสำคัญ อีกกลุ่มหนึ่งเติบโตมากับอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ส่วนคนที่กำลังเติบโตในวันนี้อาจมอง AI เป็นเครื่องมือพื้นฐาน เหมือนกับที่คนรุ่นก่อนมองคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต
สิ่งที่แตกต่างจึงไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้เครื่องมือ แต่รวมถึงการให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ด้วย
คนที่เคยใช้เวลาหลายปีสะสมความเชี่ยวชาญ อาจรู้สึกว่าความสามารถบางอย่างกำลังสูญเสียคุณค่า ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องใช้เวลามากมายกับสิ่งที่ AI ช่วยทำได้แล้ว
ผมคิดว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ทั้งสองฝ่าย
แต่สิ่งที่ผมอยากชวนคิดเป็นพิเศษ คือบทบาทของผู้อาวุโสในช่วงเวลาที่คนสองกลุ่มนี้ต้องทำงานร่วมกัน
ประสบการณ์ควรเป็นสิ่งที่เล่า ไม่ใช่สิ่งที่บังคับให้ทำตาม
ผมลองนึกถึงพนักงานรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์กับการทำงานเอกสารมานาน
ถ้าเขาถ่ายทอดให้พนักงานรุ่นใหม่ว่า ต้องพิมพ์อย่างไร ต้องจัดเอกสารอย่างไร หรือควรทำงานตามขั้นตอนใด คนรุ่นใหม่ก็อาจได้รับเพียงวิธีทำงานที่ถูกออกแบบมาสำหรับข้อจำกัดของโลกในอดีต
แต่ถ้าผู้อาวุโสเล่าว่า เหตุใดในเวลานั้นจึงต้องทำเช่นนั้น อะไรคือปัญหาที่เคยพบ มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวัง และอะไรเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ต้องเลือกวิธีนั้น เรื่องราวเหล่านี้อาจมีประโยชน์มากกว่า
เพราะเมื่อบริบทเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่อาจพบวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป โดยไม่จำเป็นต้องทำซ้ำทุกขั้นตอน
ผมไม่ได้หมายความว่าผู้อาวุโสไม่ควรแสดงความคิดเห็นหรือทักท้วงเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ควรระวังไม่ให้ประสบการณ์ของตัวเองกลายเป็นอำนาจในการผูกขาดคำตอบ
ประสบการณ์ควรเพิ่มน้ำหนักให้ความคิดเห็น แต่ไม่ควรเพิ่มสิทธิในการผูกขาดคำตอบ
ผู้อาวุโสยังสามารถเล่าถึงสิ่งที่เคยพบ เตือนถึงความเสี่ยง และเสนอความเห็นได้ เพียงแต่ควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีสิทธิพิจารณาว่า สิ่งใดควรเก็บไว้ สิ่งใดควรปรับเปลี่ยน และสิ่งใดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป
อำนาจที่ทำให้คนอื่นไม่กล้าคิด
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้การถ่ายทอดประสบการณ์ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร
บางครั้งผู้อาวุโสอาจไม่ได้ตั้งใจปิดกั้นความคิดใหม่เลย แต่ด้วยตำแหน่ง ประสบการณ์ หรือความสำเร็จที่ผ่านมา เพียงแค่แสดงความคิดเห็นออกไป คนที่อาวุโสน้อยกว่าก็อาจรู้สึกว่าไม่ควรโต้แย้ง
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง คนรุ่นใหม่อาจเรียนรู้ที่จะเงียบ แทนที่จะเสนอความคิดที่แตกต่าง
ยิ่งถ้าองค์กรกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของ AI สิ่งนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคที่มองไม่เห็น
เพราะคนที่คุ้นเคยกับวิธีทำงานเดิมอาจมีอำนาจในการตัดสินใจ ขณะที่คนที่กำลังทดลองวิธีทำงานใหม่อาจยังไม่มีตำแหน่งหรือประสบการณ์มากพอที่จะทำให้ความคิดของตัวเองได้รับการยอมรับ
ผมจึงคิดว่าผู้มีอำนาจในองค์กรควรใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
การบอกให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง หรือเปิดรับ AI อาจไม่เพียงพอ หากบรรยากาศในการทำงานยังทำให้คนที่คิดต่างรู้สึกว่ากำลังท้าทายผู้ใหญ่
บางทีการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เริ่มจากการจัดอบรม AI หรือกำหนดนโยบายให้ทุกคนใช้เครื่องมือใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้มีอำนาจแสดงให้เห็นว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถพูดออกมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกตัดสินจากความอาวุโสของผู้ฟัง
เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แรกทีเดียว ผมพยายามตั้งคำถามว่าโลกในยุค AI จะเปลี่ยนไปอย่างไร และคนรุ่นต่อไปจะมีกรอบความคิดแบบไหน
แต่ยิ่งคิด ผมกลับยิ่งรู้สึกว่าเราอาจไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ชัดเจนขนาดนั้น
สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นทักษะสำคัญในวันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในวันข้างหน้า วิธีทำงานที่เราเคยเชื่อมั่นอาจถูกแทนที่ด้วยวิธีที่เรายังนึกไม่ถึง และสิ่งที่เราคิดว่าควรรักษาไว้ อาจไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการอีกต่อไป
ผมไม่ได้คิดว่าคนรุ่นเก่าควรละทิ้งความเชื่อทั้งหมด หรือยอมรับทุกสิ่งที่คนรุ่นใหม่เสนอ แต่ควรตระหนักว่าความเชื่อและประสบการณ์ของเราก็มีบริบทและประวัติศาสตร์อยู่เบื้องหลังเช่นกัน
ในฐานะผู้อาวุโส เราอาจไม่รู้ว่าอนาคตจะมีหน้าตาอย่างไร แต่เราเลือกได้ว่าจะวางตัวอย่างไรต่ออนาคตนั้น
เราเลือกที่จะเล่าประสบการณ์โดยไม่บังคับให้คนอื่นเดินตาม เล่าถึงเหตุผลโดยไม่ผูกขาดคำตอบ และรับฟังความคิดใหม่โดยไม่รีบตัดสินด้วยมาตรฐานจากโลกที่เราเคยรู้จัก
อดีตมีสิทธิ์ที่จะถูกเล่า แต่ไม่ได้มีสิทธิ์กำหนดอนาคต ส่วนอนาคตมีสิทธิ์เลือก แต่ก็ควรรับฟังว่าอดีตเคยผ่านอะไรมาบ้าง
บางทีสิ่งที่เราควรส่งต่อให้คนรุ่นหลัง อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคต เพราะเราเองก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แต่อาจเป็นพื้นที่ที่พวกเขามีอิสระในการค้นหาคำตอบของตัวเอง
และสำหรับคนที่มีอำนาจในองค์กร ผมคิดว่ามีคำถามหนึ่งที่น่าลองถามตัวเอง
วันนี้ คนที่มีประสบการณ์น้อยกว่าเรา กล้าเสนอความคิดที่แตกต่างจากเราได้จริงหรือไม่?



ความคิดเห็น