มองไกล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนตัดสินใจ

ผมอยู่แผนกมองไกล มองยาว และมองโลกในแง่ร้าย
หัวหน้าผมอยู่แผนกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จับประเด็นและเข้าใจปัญหาได้เร็ว มองโลกในแง่ดี กล้าได้กล้าเสีย
ส่วนลูกทีมก็เดินตามมาอยู่ห่าง ๆ
ฟังดูเหมือนเป็นการแบ่งหน้าที่ที่ลงตัวดี แต่ในชีวิตจริง ผมเคยรู้สึกอยู่เหมือนกันว่า คนที่เห็นปัญหาซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต มักต้องคอยกังวลกับสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น และบางครั้งก็ต้องกลับมาแก้ไขสิ่งที่ตัวเองเคยกังวลไว้จริง ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมลองถอยออกมาหนึ่งก้าว
การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของหัวหน้า ไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมอาจมองเห็นความเสี่ยงบางอย่าง แต่ไม่ได้แปลว่าผมควรเป็นคนตัดสินใจแทนทุกคน หรือทุกการตัดสินใจจำเป็นต้องเป็นไปตามสิ่งที่ผมคิดว่าปลอดภัยที่สุด
ผมจึงเริ่มมองบทบาทของตัวเองต่างออกไป
แทนที่จะพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นด้วยกับผมในวันนี้ ผมเลือกที่จะเขียนบันทึก เล่าเรื่องฉากทัศน์ที่ผมคิดว่าอาจเกิดขึ้น ทิ้งไว้ให้ทีมกลับมาทบทวนเมื่อเวลาผ่านไป
ไม่ใช่คำทำนาย และไม่ใช่แผนที่บอกว่าอนาคตต้องเดินไปทางไหน แต่เป็นการเชื่อมโยงเหตุปัจจัยที่ผมมองเห็นในเวลานั้น แล้วลองเล่าต่อไปว่า หากสิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไป อาจเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง
ผมพยายามเขียนด้วยท่าทีว่า I may be wrong.
ผมอาจคิดผิดก็ได้
บางเรื่องที่กังวลอาจไม่เกิดขึ้น บางเรื่องอาจเกิดขึ้นแต่ไม่รุนแรงอย่างที่คิด และบางเรื่องที่เกิดขึ้นจริงอาจเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยนึกถึงเลย
แต่ผมคิดว่า การเขียนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไว้ก็ยังมีประโยชน์
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป คนเราอาจจำรายละเอียดไม่ได้แล้วว่าเคยคิดอะไรไว้บ้าง จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้สะดุดใจและนึกย้อนกลับไปว่า เราเคยอ่านเรื่องคล้าย ๆ กันนี้มาก่อน ตอนนั้นคนเขียนกำลังคิดถึงอะไรอยู่
บริบทใหม่ทำให้เรื่องเก่ามีความหมายขึ้นมา
ผมไม่แน่ใจว่านี่เรียกว่าการส่งต่อความรู้ได้หรือไม่ บางทีสิ่งที่เราทิ้งไว้ อาจไม่ใช่ความรู้ที่พร้อมใช้งาน แต่เป็นวัตถุดิบให้คนอื่นนำไปสร้างความเข้าใจของตัวเองในวันที่เขามีประสบการณ์มากพอ
เมื่อ AI ทำให้เราไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบตั้งแต่ต้น
ช่วงหลัง ผมเริ่มพบว่าลูกค้าบางรายกำลังทดลองใช้ AI ในแบบที่ผู้ให้บริการ ERP อย่างเราเองก็ยังไม่คุ้นเคย
มีลูกค้าถามว่าเรามี MCP สำหรับเชื่อมต่อกับ ERP หรือไม่ เราไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปให้ในตอนนั้น แต่แทนที่จะเริ่มจากการสร้างระบบใหม่ ทีมลองทำความเข้าใจเป้าหมาย แล้วเสนอให้ส่งข้อมูลจาก ERP ไปยัง Google Sheets วันละครั้ง เพื่อให้ลูกค้านำไปทดลองใช้ AI ก่อน
เหตุผลหนึ่งที่ทำเช่นนั้นได้ เพราะข้อมูลของลูกค้ายังมีปริมาณไม่มาก และ ERP ของเราก็ส่งออกรายงานในรูปแบบตารางได้อยู่แล้ว เพียงเพิ่มการทำงานอัตโนมัติด้วย n8n ก็เริ่มทดลองได้ โดยไม่ต้องเปิดให้ AI เข้ามาทำงานกับระบบ ERP ที่ใช้งานจริงโดยตรง
ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ
เราไม่ได้รู้แน่ชัดว่าปลายทางจะเป็นอะไร แต่เราเลือกก้าวแรกที่มีต้นทุนไม่สูงนัก และมีขอบเขตความเสี่ยงที่พอจัดการได้
หากทดลองแล้วพบว่าลูกค้าได้ประโยชน์ เราค่อยคิดต่อ หากพบว่า Sheets ไม่เพียงพอ เราก็มีข้อมูลเพิ่มขึ้นสำหรับตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาต่อไปอย่างไร
เรื่องนี้ทำให้ผมเห็นว่า การมองไกลกับการลงมือทำเร็วอาจไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป
คนหนึ่งอาจคิดถึงผลกระทบในระยะยาว ขณะที่อีกคนเลือกวิธีทดลองที่เหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้า สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครคิดถูกกว่า แต่คือเรายังเหลือพื้นที่ให้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
แน่นอนว่า วิธีที่เหมาะกับลูกค้ารายนี้อาจไม่เหมาะกับอีกรายหนึ่ง ข้อมูลที่ส่งออกไปวิเคราะห์เป็นครั้งคราวต่างจากข้อมูลที่ต้องใช้ตัดสินใจแบบทันทีทันใด และยิ่ง AI เริ่มทำงานแทนคนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระบบ ความเสี่ยงก็ยิ่งต่างออกไป
ผมอาจมองเรื่องนี้ซับซ้อนเกินไปก็ได้ แต่ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องสร้างคำตอบที่สมบูรณ์สำหรับทุกกรณี ก่อนจะเริ่มเรียนรู้จากกรณีแรก
เราจะสร้างวัฒนธรรมจากอะไร
เมื่อคิดต่อมาถึงเรื่องทีม ผมพบว่าตัวเองไม่รู้เหมือนกันว่าจะสร้างวัฒนธรรมที่ดีได้อย่างไร
คำว่า “สร้างวัฒนธรรม” อาจฟังดูเหมือนเรื่องในตำราบริหาร แต่ในชีวิตจริง ลูกค้าไม่ได้อดทนรอให้เราทำความเข้าใจทุกอย่างอย่างถ่องแท้ก่อนลงมือทำ ทีมของเราก็ไม่ได้ประกอบด้วยคนที่มีความรู้ ความสามารถ และความเร็วในการทำความเข้าใจเท่ากันทั้งหมด
เราต้องทำงานกับคนที่มีอยู่ และตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดที่มีจริง
ผมจึงกลับมาคิดถึงเหตุปัจจัย แทนที่จะถามว่าจะสั่งให้ทุกคนมีพฤติกรรมอย่างไร ผมลองถามว่า อะไรจะทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
หากเราอยากให้คนยอมรับว่าตัวเองไม่เข้าใจ เราต้องถามด้วยว่าพวกเขามีพื้นที่ให้พูดเช่นนั้นหรือไม่ หากเราอยากให้คนกล้าแจ้งความผิดพลาด เราต้องมองด้วยว่าการแจ้งปัญหาจะทำให้เขาเสียหน้าหรือถูกตำหนิอย่างไรบ้าง
การยอมรับความไม่สมบูรณ์ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หมายถึงการทำให้คนสามารถเปิดเผยสิ่งที่ผิดพลาดและเรียนรู้จากมันได้ โดยไม่ต้องเสียพลังไปกับการปกปิดความจริง
ผมไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้จะสร้างวัฒนธรรมที่ต้องการได้หรือไม่ และคงไม่มีวิธีใดรับประกันผลลัพธ์ได้ทั้งหมด
แต่บางทีเราอาจเริ่มจากการทำให้มีทางเลือกอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แล้วปล่อยให้คนค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เช่นเดียวกับการเขียนฉากทัศน์ ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบันทึกทุกชิ้นจะมีประโยชน์เมื่อไร หรือใครจะกลับมาอ่านมันในอนาคต ผมเพียงพยายามบันทึกสิ่งที่คิดไว้อย่างตรงไปตรงมา เปิดโอกาสให้ความคิดนั้นถูกทักท้วง และยอมรับว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผมเองก็อาจมองสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ผมยังเป็นคนมองไกล มองยาว และมองโลกในแง่ร้ายอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนความกังวลทุกอย่างให้กลายเป็นการตัดสินใจในวันนี้อีกต่อไป
บางเรื่องเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะเลือกทางเดิน บางเรื่องเป็นหน้าที่ของทีมที่จะลงมือทดลอง และบางเรื่องอาจเป็นเพียงความคิดที่ผมเขียนทิ้งไว้ เพื่อรอวันที่บริบทจะทำให้มันมีความหมายขึ้นมา
ผมอาจคิดผิดก็ได้
แต่หากเราต้องรอจนแน่ใจว่าตัวเองคิดถูกทุกเรื่อง เราคงไม่มีวันได้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ
คำถามที่ผมยังไม่มีคำตอบคือ เราจะทำอย่างไรให้คนในทีมกล้าลงมือทำในสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าตัวเองถูก และในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยสิ่งที่อาจผิดพลาดในวันข้างหน้า?
หรือบางที วัฒนธรรมที่เรากำลังพยายามสร้าง อาจไม่ได้เริ่มจากการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่อยู่ที่การทำให้เรายังสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ แม้ในวันที่เราเห็นอนาคตไม่เหมือนกันเลยก็ตาม



ความคิดเห็น