top of page
ค้นหา

"ใช้ได้" ที่อาจใช้ไม่ได้ - สิ่งที่ AI สร้างได้เร็วที่สุดคือ "ความมั่นใจ"

รูปภาพนักเขียน: Sathit Jittanupat
Sathit Jittanupat
5 ก.ค.
ยาว 1 นาที

มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา


โลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้เปลี่ยนเพราะ AI เขียนโค้ดเก่งขึ้น แต่เปลี่ยนเพราะใครก็ตามที่มีไอเดีย สามารถแปลงความคิดของตัวเองออกมาเป็นโปรแกรมต้นแบบได้แล้ว


เมื่อก่อน การมีไอเดียกับการมีซอฟต์แวร์เป็นคนละเรื่อง


วันนี้ ทั้งสองเรื่องอยู่ห่างกันเพียงบทสนทนากับ AI


ผลลัพธ์คือ เราเริ่มเห็นคนจำนวนมากสร้างโปรแกรมที่ “ใช้งานได้” ด้วยตัวเอง


และนั่นเป็นทั้งข่าวดี…และจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดครั้งใหญ่



ซอฟต์แวร์ที่สร้างง่ายที่สุด คือซอฟต์แวร์ที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับใคร


ไม่ต้องรับผิดชอบข้อมูลของคนอื่น

ไม่ต้องรองรับข้อยกเว้นที่เราไม่เคยนึกถึง

ไม่ต้องอัปเกรดโดยไม่ทำให้ข้อมูลเดิมเสีย

ไม่ต้องมีใครมาใช้ร่วมกับเรา


มันเปรียบเหมือนการร้องเพลงคนเดียวในห้องน้ำ

เพลงนั้นอาจไพเราะมาก

และก็เพียงพอสำหรับคนฟังคนเดียว


แต่เมื่อ AI ทำให้เราสร้างโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

ความมั่นใจก็มักเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ


เราเริ่มคิดว่า ถ้ามันใช้ได้กับเรา มันก็น่าจะใช้ได้กับคนอื่น


จากโปรแกรมใช้เอง

กลายเป็นโปรแกรมให้ทีม

จากโปรแกรมให้ทีม กลายเป็นโปรแกรมสำหรับลูกค้า

จากร้านอาหารตามสั่ง ก็เริ่มฝันถึงการเปิดภัตตาคาร


ความฝันนั้นไม่ผิด

แต่หลายครั้ง สิ่งที่เติบโตเร็วที่สุดกลับไม่ใช่ซอฟต์แวร์

หากเป็น “ความมั่นใจ” ของเจ้าของไอเดีย



ผมเคยเป็นคนแบบนั้น


หลายสิบปีก่อน ผมเคยเชื่อว่าโลกควรเป็นอย่างที่ผมเห็น


การเขียนโปรแกรมคนเดียว หรืออยู่ในทีมเล็ก ๆ ทำให้เราค่อย ๆ สร้างภาพจำของโลกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เราออกแบบระบบจากประสบการณ์ที่พบ จากลูกค้าที่เคยเจอ จากปัญหาที่เคยแก้


กรอบความคิดนั้นแข็งแรงมาก


จนกระทั่งวันหนึ่ง เราออกจากโลกใบเดิม

แล้วพบว่ามีองค์กรที่ทำงานไม่เหมือนเรา


มีข้อจำกัดที่ไม่เคยนึกถึง

มีวิธีคิดที่ไม่เคยเจอ


วันนั้นไม่ใช่แค่โปรแกรมที่พัง

แต่กรอบความคิดเดิมก็พังไปพร้อมกัน


ย้อนกลับไปก่อนยุค AI


การพัฒนาซอฟต์แวร์มีแรงเสียดทานตามธรรมชาติ


เจ้าของไอเดียอธิบายให้ทีมพัฒนาฟัง


ทีมพัฒนาแปลความ

เขียนโปรแกรมส่งกลับมา


สิ่งที่ได้มักจะ “พอใช้ได้”

ไม่ตรงกับที่คิดทั้งหมด 

เพราะการถ่ายทอดความคิดย่อมคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ


หลายคนมองว่าแรงเสียดทานนี้เป็นข้อเสีย

แต่มันมีประโยชน์อย่างหนึ่ง


มันบังคับให้ไอเดียต้องหยุดนิ่งพอ

ก่อนจะถูกสร้างเป็นระบบจริง



วันนี้ AI เอาแรงเสียดทานนั้นออกไป


เจ้าของไอเดียสามารถสร้างต้นแบบได้เอง


ปรับหน้าจอเอง

แก้ Workflow เอง

เพิ่ม Feature เอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง


ปัญหาใหม่จึงไม่ใช่ “สร้างไม่ได้”

แต่กลายเป็น “เปลี่ยนได้ตลอด”


ต้นแบบรุ่นที่ทีมกำลังพัฒนา

อาจกลายเป็นของเก่าภายในวันเดียว


ความเร็วในการสร้างต้นแบบ

เพิ่มเร็วกว่าความเร็วในการทำให้ระบบเสถียร

คอขวดของการพัฒนาซอฟต์แวร์จึงย้ายตำแหน่ง

เมื่อก่อน ความยากอยู่ที่การเขียนโค้ด

วันนี้ ความยากอยู่ที่การทำให้ไอเดียหยุดเปลี่ยน



ผมไม่ได้กังวลเรื่อง AI เขียนโค้ด

สิ่งที่ผมกังวลกว่าคือ AI เป็น “ผู้คล้อยตาม” ที่ดี


ในการสนทนา AI มักขยายความคิดของเรา มากกว่าท้าทายมัน


ช่วยต่อยอดสมมติฐาน

ช่วยทำให้ไอเดียสมบูรณ์ขึ้น

ช่วยสร้างต้นแบบได้เร็วขึ้น


แต่ไม่ค่อยถามว่า

“ถ้าสมมติฐานตั้งต้นผิดล่ะ?”

หรือ

“มีโลกอีกแบบหนึ่งที่คุณยังไม่เห็นหรือเปล่า?”


AI ไม่ได้สร้างอคติให้เรา

แต่มันสามารถขยายอคติที่เรามีอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็ว



ในโลก ERP ผมเขียนโค้ดด้วยตัวเองน้อยลง

ไม่ใช่เพราะ AI เขียนแทน

แต่เพราะงานที่ยากที่สุดไม่ใช่การเขียนโค้ดอีกต่อไป


มันคือการออกแบบ Business Logic

การออกแบบขอบเขตของระบบการตัดสินใจ

ว่าสิ่งใดควรเป็นมาตรฐาน

สิ่งใดควรปรับแต่ง

และสิ่งใดไม่ควรยอมให้เกิดขึ้นเลย


คนที่ทำงานเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด

แต่ต้องเข้าใจโลกของผู้ใช้ให้มากที่สุด



มีคนถามผมบ่อยว่า เวลาฟังไอเดียคนอื่น ผมคิดอะไรอยู่


คำตอบคือ ผมมักคิดถึง else


คนส่วนใหญ่ภูมิใจกับ if


ถ้าลูกค้าทำแบบนี้…

ถ้าเอกสารเข้ามาแบบนี้…

ถ้าข้อมูลครบ…

ระบบก็ทำงานได้


แต่จากประสบการณ์ของผม

โปรแกรมไม่ได้แข็งแรงเพราะมี if มาก

มันแข็งแรงเพราะคนออกแบบรู้ว่าจะเขียน else ตรงไหน


จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าข้อมูลไม่ครบ

ถ้าผู้ใช้ทำผิด

ถ้ากฎหมายเปลี่ยน

ถ้าองค์กรนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนองค์กรก่อน

หรือถ้าโลกจริง ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเชื่อ


คำถามเหล่านี้ไม่ค่อยทำให้เจ้าของไอเดียมีความสุขนัก

หลายครั้ง มันเหมือนการโยนก้อนหินใส่ช่วงเวลาที่เขากำลังภูมิใจในสิ่งที่สร้าง


แต่สำหรับซอฟต์แวร์ที่หวังจะอยู่กับผู้ใช้จำนวนมาก 

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิด

มันคือกระบวนการออกแบบ



ผมเห็นคนจำนวนมากสร้างระบบใช้เองได้สำเร็จด้วย AI

และผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ดี


แต่การทำระบบที่ “ใช้ได้” สำหรับตัวเอง 

กับการสร้างระบบที่ “ใช้ได้” สำหรับคนอีกหลายร้อยองค์กร 

เป็นคนละทักษะ


เช่นเดียวกับการสร้างบ้านสองชั้น กับการสร้างตึกสิบชั้น


วัสดุบางอย่างอาจเหมือนกัน

เครื่องมือบางอย่างอาจเหมือนกัน

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือการบริหารความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่


การจัดการพื้นที่ที่ทับซ้อนกัน

การรองรับการเปลี่ยนแปลง

การรักษา Code Base เดียวให้รองรับโลกหลายใบพร้อมกัน


งานเหล่านี้ไม่ได้ยากเพราะเขียนโค้ด

แต่มันยากเพราะต้องยอมรับว่า โลกไม่ได้มีแบบเดียว



สุดท้ายแล้ว ผมไม่ได้อยากเตือนให้ระวัง AI

ผมอยากเตือนให้ระวังตัวเราเองมากกว่า


เพราะสิ่งที่ AI สร้างได้เร็วที่สุด อาจไม่ใช่ซอฟต์แวร์


แต่มันคือ “ความมั่นใจ”

ความมั่นใจว่า สิ่งที่ “ใช้ได้” ในโลกของเรา

น่าจะใช้ได้กับโลกของคนอื่นด้วย


ทั้งที่บางครั้ง มันอาจเป็นเพียงแบบจำลองที่ยังไม่เคยเดินออกจากห้องน้ำ


และบางที 

หน้าที่สำคัญที่สุดของคนออกแบบซอฟต์แวร์ 

อาจไม่ใช่การเขียน if ให้เก่งกว่า AI

แต่อาจเป็นการรู้ว่า else ของโลกจริง 

ยังเหลืออะไรที่เรายังมองไม่เห็น



AI ทำให้เราสับสนระหว่าง “การสร้าง” กับ “การออกแบบ”

การสร้างต้นแบบ เป็นเรื่องของการแสดงให้เห็นว่าไอเดียของเราทำงานได้

การออกแบบระบบ เป็นเรื่องของการค้นหาเงื่อนไขที่ทำให้ไอเดียนั้นใช้ไม่ได้


AI เปลี่ยนโลกของการเขียนโปรแกรมอย่างแน่นอน


แต่มันยังไม่ได้เปลี่ยนกฎข้อหนึ่งของการออกแบบซอฟต์แวร์


โลกจริงยังซับซ้อนกว่าความคิดของเราเสมอ


และหน้าที่ของนักออกแบบระบบ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า if ของตัวเองถูก

แต่คือการออกเดินหา else ที่ตัวเองยังไม่เคยเห็น

 
 
 

ความคิดเห็น


  • Facebook

©2020 by Scraft On Cloud. Proudly created with Wix.com

bottom of page