VAT101 ตอน 2: ค่าขนส่ง ชื่อเดียว แต่ VAT ไม่เหมือนกัน
- Sathit Jittanupat
- 16 ธ.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 22 ธ.ค. 2568
ทำไมบริษัทขนส่งไม่เสีย VAT แต่ร้านค้าต้องเสีย

หลังจากตอนที่แล้ว เราปูพื้นแนวคิดสำคัญไปแล้วว่า
ภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยไม่ได้ตัดสินจากชื่อรายการ แต่ตัดสินจาก "สถานะของผู้ประกอบการ" และ "ลักษณะการประกอบกิจการ"
กรณีที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด และพบได้บ่อยที่สุดในงานจริง คือเรื่อง ค่าขนส่งสินค้า
เพราะคำว่า "ขนส่ง" คำเดียวกัน
สามารถอยู่ได้ทั้งในฝั่ง ยกเว้น VAT และ ต้องเสีย VAT
ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนเรียกเก็บ
ค่าขนส่งในมุมของกฎหมาย VAT
ในประมวลรัษฎากร การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในบริการที่กฎหมายกำหนดให้ ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน
เงื่อนไขสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง หรือวิธีขนส่ง
แต่อยู่ที่คำว่า
"ประกอบกิจการขนส่งเป็นปกติธุระ"
นั่นหมายความว่า การยกเว้น VAT สำหรับค่าขนส่ง
ถูกออกแบบมาสำหรับ "ธุรกิจขนส่ง"
ไม่ใช่สำหรับทุกคนที่มีค่าใช้จ่ายหรือรายได้ชื่อว่าค่าขนส่ง
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกิจการที่ได้รับการยกเว้น VAT สามารถดูได้จากคำอธิบายของกรมสรรพากร
เมื่อผู้ให้บริการคือ "ธุรกิจขนส่งจริง"
กรณีแรก คือกรณีที่ตรงไปตรงมาที่สุด
บริษัทหรือบุคคลที่ประกอบธุรกิจขนส่งเป็นอาชีพหลัก เช่น
บริษัทขนส่งสินค้า
รถรับจ้างขนส่ง
ผู้ให้บริการขนส่งพาณิชย์ตามกฎหมายรถยนต์
ในกรณีนี้
ค่าขนส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้า จะได้รับการยกเว้น VAT ตามกฎหมาย
ผู้ให้บริการจะไม่เรียกเก็บ VAT 7% และไม่ออกใบกำกับภาษี VAT
ในทางบัญชี ผลที่ตามมาคือ
ภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งนั้น จะไม่สามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีซื้อได้
ต้องบันทึกเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจถูกต้อง และไม่ค่อยมีปัญหา
ปัญหามักเริ่มต้นจากกรณีถัดไป
เมื่อผู้เรียกเก็บค่าขนส่ง "ไม่ใช่" ธุรกิจขนส่ง
ในทางปฏิบัติ ผู้ขายสินค้าเกือบทุกรายต้องมีต้นทุนค่าขนส่ง
และด้วยแรงกดดันด้านการแข่งขัน ผู้ขายจำนวนมากเลือกที่จะแยก
"ราคาสินค้า" ออกจาก "ค่าขนส่ง"
ในเอกสารทางการค้า ค่าขนส่งอาจถูกแสดงแยกชัดเจน
แต่ในมุมของ VAT การแยกรายการเช่นนี้ ไม่ได้เปลี่ยนลักษณะของธุรกรรม
หากผู้ขาย
ไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งเป็นอาชีพ
เพียงแต่ขายสินค้าและเรียกเก็บค่าขนส่งจากลูกค้า
กฎหมาย VAT จะมองว่า
ค่าขนส่งนั้นเป็น ส่วนหนึ่งของการขายสินค้า
ผลคือ
ถ้าการขายสินค้าอยู่ในระบบ VAT
ค่าขนส่งนั้นก็ต้องอยู่ในฐานภาษี VAT ด้วย
นี่คือเหตุผลที่ร้านค้าออนไลน์ บริษัทขายสินค้า หรือโรงงาน
ต้องคิด VAT จากค่าขนส่ง
แม้จะใช้คำว่า "ค่าขนส่ง" เหมือนกับบริษัทขนส่งก็ตาม
ความสับสนที่เกิดซ้ำในงานจริง
ความสับสนมักเกิดจากการเปรียบเทียบที่ไม่ครบเงื่อนไข เช่น
บริษัทขนส่งออกใบแจ้งหนี้ค่าขนส่ง ไม่คิด VAT
ผู้ขายสินค้าเรียกเก็บค่าขนส่งจากลูกค้า แต่ถูกตรวจพบว่าคิด VAT ไม่ครบ
เมื่อมองจากภายนอก ทั้งสองกรณีดูเหมือนกัน
แต่ในสายตาของกฎหมาย VAT นี่คือ "คนละกิจกรรม"
บริษัทขนส่งขาย "บริการขนส่ง"
ผู้ขายสินค้าขาย "สินค้า" และค่าขนส่งเป็นบริการประกอบการขาย
การแยกใบแจ้งหนี้ หรือใช้คำอธิบายรายการอย่างไร
ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะทางภาษีของธุรกรรมได้
จุดที่ระบบบัญชีและ ERP มักพลาด
จากประสบการณ์ในการวางระบบ สิ่งที่พบบ่อยคือ
ตั้งค่า tax code สำหรับค่าขนส่งเป็นยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ
ใช้ logic ว่า "ค่าขนส่ง = ไม่คิด VAT" โดยไม่ดูประเภทกิจการ
แยกค่าขนส่งออกจากราคาสินค้า แล้วคิด VAT เฉพาะค่าสินค้า
ความผิดพลาดเหล่านี้มักไม่แสดงผลทันที
แต่จะสะสมเป็นความเสี่ยงทางภาษีในระยะยาว
โดยเฉพาะเมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลัง
ในมุมของระบบ
VAT ไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของความจำ
แต่ควรถูกออกแบบให้ "ผิดยาก"
สิ่งที่ควรถามก่อนตั้งคำถามเรื่อง VAT ค่าขนส่ง
แทนที่จะถามว่า
"ค่าขนส่งต้องเสีย VAT ไหม"
คำถามที่ถูกต้องกว่า คือ
ใครเป็นผู้เรียกเก็บค่าขนส่ง
ผู้เรียกเก็บประกอบกิจการขนส่งเป็นอาชีพหรือไม่
ค่าขนส่งนั้นเป็นรายได้หลัก หรือเป็นส่วนหนึ่งของการขายสินค้า
เมื่อคำถามเปลี่ยน
คำตอบเรื่อง VAT จะชัดขึ้นอย่างมาก
ปูทางไปตอนถัดไป
ตอนนี้เรายังพูดถึงเพียง "ยกเว้น VAT" ในแง่ของค่าขนส่ง
แต่ยังมีอีกคำหนึ่งที่สร้างความสับสนไม่แพ้กัน คือคำว่า
"ไม่มี VAT"
ในตอนถัดไป ผมจะพาแยกให้ชัดว่า
VAT อัตรา 0% ต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร
และทำไมความเข้าใจผิดเรื่องนี้
ถึงทำให้ภาษีซื้อจำนวนมากกลายเป็นต้นทุนโดยไม่รู้ตัว



ความคิดเห็น