top of page
ค้นหา

ศิษย์ชั่วคราวของเถ้าแก่

รูปภาพนักเขียน: Sathit Jittanupat
Sathit Jittanupat
8 ส.ค.
ยาว 1 นาที

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสคุยกับหัวหน้าทีมวางระบบของบริษัท เขาเล่าว่า ช่วงนี้ได้พบเจ้าของกิจการหลายแห่งที่กำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน


“อยากส่งต่อกิจการให้ลูก แต่ไม่รู้จะส่งต่อความรู้ของตัวเองอย่างไร”


ผมสะดุดกับประโยคนี้อยู่พักใหญ่


หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจครอบครัวอยู่เสมอ ลูกหลานถูกส่งไปเรียน MBA เรียนวิศวกรรม หรือไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อเตรียมกลับมารับช่วงกิจการ


แต่เมื่อถึงวันที่กลับมาจริง ๆ หลายคนกลับพบว่า สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่การอ่านงบการเงิน ไม่ใช่การวางกลยุทธ์ หรือการใช้เทคโนโลยี


แต่เป็นการเข้าใจว่า…


ทำไมพ่อถึงตัดสินใจแบบนั้น


ความรู้ที่ทำให้กิจการอยู่รอดมาหลายสิบปี มักไม่ได้อยู่ในแฟ้มเอกสาร หรือคู่มือการทำงาน


มันอยู่ในประสบการณ์

อยู่ในการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน


เถ้าแก่โรงงานขนาดเล็กหลายคน รู้จักวัตถุดิบ รู้จักเครื่องจักร รู้จักซัพพลายเออร์ รู้จักลูกค้า และรู้ว่าปัญหาแบบไหนควรรีบแก้ แบบไหนควรรอดู


บางครั้ง ความรู้เหล่านี้ยังปะปนอยู่กับฝีมือเฉพาะตัว หรือ Craftsmanship ที่เป็นอัตลักษณ์ของกิจการ

ปัญหาคือ 

คนที่เก่งในการลงมือทำ  ไม่จำเป็นต้องเก่งในการอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ

หลายครั้ง เมื่อถามว่า


“ทำไมถึงทำแบบนี้”


คำตอบที่ได้คือ


“ก็ทำแบบนี้มาตลอด”


ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากสอน

แต่เพราะเขาไม่เคยต้องแปลความรู้เหล่านั้นออกมาเป็นภาษา


ผมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า


แทนที่เราจะคาดหวังให้เถ้าแก่ถ่ายทอดทุกอย่างให้ลูกหลานโดยตรง…


ทำไมเราไม่ให้มี “ศิษย์ชั่วคราว” เข้ามาช่วย?

ศิษย์ชั่วคราวในความหมายนี้ ไม่ใช่คนที่จะมารับช่วงกิจการ


แต่เป็นคนนอก


คนที่เข้ามาเรียนรู้ ตั้งคำถาม ทดลองทำความเข้าใจ และช่วยเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวของเถ้าแก่ ให้ค่อย ๆ มีรูปร่างขึ้น


ผมเริ่มมองทีมวางระบบ ERP ของเราในมุมนี้


ที่ผ่านมา ผมเคยมองว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการติดตั้งโปรแกรม

แต่วันนี้ ผมเริ่มคิดว่าหน้าที่สำคัญกว่านั้น คือการเป็น “ล่าม”


ไม่ใช่ล่ามระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ

แต่เป็นล่ามระหว่าง “ประสบการณ์” กับ “ระบบ”


สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงปีที่ผ่านมา คือ AI


หลายคนพูดถึง AI ในฐานะผู้ช่วยเขียนโปรแกรม


แต่สิ่งที่ผมเห็นกลับต่างออกไป

AI ทำให้ต้นทุนของการสร้างต้นแบบลดลงอย่างมหาศาล


เมื่อก่อน ผู้วางระบบต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะนำแนวคิดกลับไปให้เถ้าแก่ดูอีกครั้ง


วันนี้ เขาสามารถสร้างต้นแบบได้ภายในเวลาอันสั้น


นำไปให้ดู

รับคำวิจารณ์

กลับมาปรับ

แล้วกลับไปคุยใหม่


วงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก


สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่ต้นแบบ

แต่คือคำว่า

“ไม่ใช่”


ทุกครั้งที่เถ้าแก่พูดว่า

“ไม่ใช่”


เขาจะเริ่มอธิบายต่อว่า

“เพราะ…”


และคำว่า “เพราะ…” นั่นเอง คือภูมิปัญญาที่ไม่เคยถูกพูดออกมามาก่อน


ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือทีมวางระบบไม่ได้เข้าไปเรียนรู้จากกิจการเพียงแห่งเดียว


พวกเขามีโอกาสเป็น “ศิษย์ชั่วคราว” ของโรงงานหลายแห่ง


แต่ละแห่งมีวิธีคิดต่างกัน

ไม่มีใครถูกทั้งหมด

ไม่มีใครผิดทั้งหมด


เหมือนตำราอาหารที่ไม่มีสูตรไหนอร่อยที่สุดสำหรับทุกคน

แต่ทุกสูตรต่างมีเหตุผลของตัวเอง


สิ่งที่ทีมวางระบบสะสม จึงไม่ใช่ Best Practice

แต่เป็นความหลากหลายของวิธีคิด


เมื่อกลับมาเจอโจทย์ใหม่ พวกเขาไม่ได้หยิบคำตอบสำเร็จรูปออกมา

แต่เริ่มมองเห็นรูปแบบร่วมที่ซ่อนอยู่ใต้ความแตกต่างของแต่ละกิจการ


ผมเคยอ่านเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคนที่มีหน้าที่สรุปรายงานให้ประธานาธิบดีอ่าน

ไม่ว่าประเด็นจะซับซ้อนเพียงใด สุดท้ายต้องอธิบายให้เข้าใจได้ในกระดาษเพียงแผ่นเดียว


คนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง

แต่เขาเชี่ยวชาญในการฟัง การสังเคราะห์ และการแปล


บางที ผู้วางระบบที่ดี ก็อาจมีบทบาทคล้ายกัน

เขาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในอุตสาหกรรมของลูกค้า

แต่เขาต้องสามารถฟังจนเข้าใจ แปลจนสื่อสารได้ และเรียบเรียงจนคนรุ่นต่อไปเข้าถึงได้


ผมไม่ได้กำลังเสนอว่า ERP คือคำตอบของการสืบทอดกิจการ

และก็ไม่ได้คิดว่า AI จะเข้ามาแทนเถ้าแก่


แต่ผมเริ่มตั้งคำถามว่า


ในวันที่ลูกหลานใช้เวลาหลายปีเรียนรู้โลกภายนอก จนไม่มีโอกาสซึมซับโลกภายในของกิจการเหมือนคนรุ่นก่อน


เราจะมี “ศิษย์ชั่วคราว” ที่ช่วยเรียนรู้ร่วมกับเถ้าแก่ แล้วช่วยแปลภูมิปัญญาเหล่านั้นให้เดินทางต่อไปได้หรือไม่


ผมยังไม่มีคำตอบ

แต่ถ้าคำถามนี้เป็นไปได้


บางที บทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้วางระบบในยุค AI อาจไม่ใช่การติดตั้งซอฟต์แวร์

แต่อาจเป็นการช่วยให้ภูมิปัญญาของกิจการ มีโอกาสเดินทางข้ามรุ่น ก่อนที่เจ้าของกิจการจะวางมือจากมัน


 
 
 

ความคิดเห็น


  • Facebook

©2020 by Scraft On Cloud. Proudly created with Wix.com

bottom of page