ศิษย์ชั่วคราวของเถ้าแก่

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสคุยกับหัวหน้าทีมวางระบบของบริษัท เขาเล่าว่า ช่วงนี้ได้พบเจ้าของกิจการหลายแห่งที่กำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน
“อยากส่งต่อกิจการให้ลูก แต่ไม่รู้จะส่งต่อความรู้ของตัวเองอย่างไร”
ผมสะดุดกับประโยคนี้อยู่พักใหญ่
หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นข่าวการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจครอบครัวอยู่เสมอ ลูกหลานถูกส่งไปเรียน MBA เรียนวิศวกรรม หรือไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อเตรียมกลับมารับช่วงกิจการ
แต่เมื่อถึงวันที่กลับมาจริง ๆ หลายคนกลับพบว่า สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่การอ่านงบการเงิน ไม่ใช่การวางกลยุทธ์ หรือการใช้เทคโนโลยี
แต่เป็นการเข้าใจว่า…
ทำไมพ่อถึงตัดสินใจแบบนั้น
ความรู้ที่ทำให้กิจการอยู่รอดมาหลายสิบปี มักไม่ได้อยู่ในแฟ้มเอกสาร หรือคู่มือการทำงาน
มันอยู่ในประสบการณ์
อยู่ในการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
เถ้าแก่โรงงานขนาดเล็กหลายคน รู้จักวัตถุดิบ รู้จักเครื่องจักร รู้จักซัพพลายเออร์ รู้จักลูกค้า และรู้ว่าปัญหาแบบไหนควรรีบแก้ แบบไหนควรรอดู
บางครั้ง ความรู้เหล่านี้ยังปะปนอยู่กับฝีมือเฉพาะตัว หรือ Craftsmanship ที่เป็นอัตลักษณ์ของกิจการ
ปัญหาคือ
คนที่เก่งในการลงมือทำ ไม่จำเป็นต้องเก่งในการอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ
หลายครั้ง เมื่อถามว่า
“ทำไมถึงทำแบบนี้”
คำตอบที่ได้คือ
“ก็ทำแบบนี้มาตลอด”
ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากสอน
แต่เพราะเขาไม่เคยต้องแปลความรู้เหล่านั้นออกมาเป็นภาษา
ผมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า
แทนที่เราจะคาดหวังให้เถ้าแก่ถ่ายทอดทุกอย่างให้ลูกหลานโดยตรง…
ทำไมเราไม่ให้มี “ศิษย์ชั่วคราว” เข้ามาช่วย?
ศิษย์ชั่วคราวในความหมายนี้ ไม่ใช่คนที่จะมารับช่วงกิจการ
แต่เป็นคนนอก
คนที่เข้ามาเรียนรู้ ตั้งคำถาม ทดลองทำความเข้าใจ และช่วยเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวของเถ้าแก่ ให้ค่อย ๆ มีรูปร่างขึ้น
ผมเริ่มมองทีมวางระบบ ERP ของเราในมุมนี้
ที่ผ่านมา ผมเคยมองว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการติดตั้งโปรแกรม
แต่วันนี้ ผมเริ่มคิดว่าหน้าที่สำคัญกว่านั้น คือการเป็น “ล่าม”
ไม่ใช่ล่ามระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ
แต่เป็นล่ามระหว่าง “ประสบการณ์” กับ “ระบบ”
สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงปีที่ผ่านมา คือ AI
หลายคนพูดถึง AI ในฐานะผู้ช่วยเขียนโปรแกรม
แต่สิ่งที่ผมเห็นกลับต่างออกไป
AI ทำให้ต้นทุนของการสร้างต้นแบบลดลงอย่างมหาศาล
เมื่อก่อน ผู้วางระบบต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะนำแนวคิดกลับไปให้เถ้าแก่ดูอีกครั้ง
วันนี้ เขาสามารถสร้างต้นแบบได้ภายในเวลาอันสั้น
นำไปให้ดู
รับคำวิจารณ์
กลับมาปรับ
แล้วกลับไปคุยใหม่
วงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่ต้นแบบ
แต่คือคำว่า
“ไม่ใช่”
ทุกครั้งที่เถ้าแก่พูดว่า
“ไม่ใช่”
เขาจะเริ่มอธิบายต่อว่า
“เพราะ…”
และคำว่า “เพราะ…” นั่นเอง คือภูมิปัญญาที่ไม่เคยถูกพูดออกมามาก่อน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือทีมวางระบบไม่ได้เข้าไปเรียนรู้จากกิจการเพียงแห่งเดียว
พวกเขามีโอกาสเป็น “ศิษย์ชั่วคราว” ของโรงงานหลายแห่ง
แต่ละแห่งมีวิธีคิดต่างกัน
ไม่มีใครถูกทั้งหมด
ไม่มีใครผิดทั้งหมด
เหมือนตำราอาหารที่ไม่มีสูตรไหนอร่อยที่สุดสำหรับทุกคน
แต่ทุกสูตรต่างมีเหตุผลของตัวเอง
สิ่งที่ทีมวางระบบสะสม จึงไม่ใช่ Best Practice
แต่เป็นความหลากหลายของวิธีคิด
เมื่อกลับมาเจอโจทย์ใหม่ พวกเขาไม่ได้หยิบคำตอบสำเร็จรูปออกมา
แต่เริ่มมองเห็นรูปแบบร่วมที่ซ่อนอยู่ใต้ความแตกต่างของแต่ละกิจการ
ผมเคยอ่านเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคนที่มีหน้าที่สรุปรายงานให้ประธานาธิบดีอ่าน
ไม่ว่าประเด็นจะซับซ้อนเพียงใด สุดท้ายต้องอธิบายให้เข้าใจได้ในกระดาษเพียงแผ่นเดียว
คนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง
แต่เขาเชี่ยวชาญในการฟัง การสังเคราะห์ และการแปล
บางที ผู้วางระบบที่ดี ก็อาจมีบทบาทคล้ายกัน
เขาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในอุตสาหกรรมของลูกค้า
แต่เขาต้องสามารถฟังจนเข้าใจ แปลจนสื่อสารได้ และเรียบเรียงจนคนรุ่นต่อไปเข้าถึงได้
ผมไม่ได้กำลังเสนอว่า ERP คือคำตอบของการสืบทอดกิจการ
และก็ไม่ได้คิดว่า AI จะเข้ามาแทนเถ้าแก่
แต่ผมเริ่มตั้งคำถามว่า
ในวันที่ลูกหลานใช้เวลาหลายปีเรียนรู้โลกภายนอก จนไม่มีโอกาสซึมซับโลกภายในของกิจการเหมือนคนรุ่นก่อน
เราจะมี “ศิษย์ชั่วคราว” ที่ช่วยเรียนรู้ร่วมกับเถ้าแก่ แล้วช่วยแปลภูมิปัญญาเหล่านั้นให้เดินทางต่อไปได้หรือไม่
ผมยังไม่มีคำตอบ
แต่ถ้าคำถามนี้เป็นไปได้
บางที บทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้วางระบบในยุค AI อาจไม่ใช่การติดตั้งซอฟต์แวร์
แต่อาจเป็นการช่วยให้ภูมิปัญญาของกิจการ มีโอกาสเดินทางข้ามรุ่น ก่อนที่เจ้าของกิจการจะวางมือจากมัน



ความคิดเห็น